การดูด + เติมไขมัน (Fat grafting : The new regeneratire filler)

     เป็นการย้ายตำแหน่งไขมัน จากบริเวณที่ไม่ต้องการ เช่น หน้าท้อง ต้นขา มาเติมเต็มในส่วนที่บกพร่อง เช่น บริเวณใบหน้า เช่น ร่องแก้ม รอยใต้ตา แก้มตอบ ขมับ หน้าผาก เนื่องจากไขมันบางส่วนที่หายไป ทำให้เกิดร่องลึกลงไปเรื่อยๆ เป็นต้น

นำมาแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง

     เติมเต็มบริเวณส่วนต่างๆ ของร่างกายให้อวบอิ่มขึ้น เช่น บริเวณ ขมับ ร่องแก้ม ใต้ตา มุมคาง หน้าผาก เต้านม ฯลฯ

     ฟื้นฟูสภาพผิวพรรณที่เสื่อมลง


     เติมเต็มบริเวณหลังมือ


     เติมเต็มร่องรอยความไม่เรียบ หลังการดูดไขมัน ฯลฯ


ข้อดี

     ไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย

     ไขมันที่ฉีดเข้าไป และเหลืออยู่หลังจากผ่านไป 6 เดือน จะอยู่ได้ถาวร

     ผลลัพธ์ที่ได้ดูเป็นธรรมชาติ

     สามารถเติมเต็มไขมันได้ในปริมาณมากในการทำแต่ละครั้ง (อาจทำถึง 2-3 ครั้ง)

     ไขมันเป็นฟิลเลอร์ที่มีชีวิต สามารถฟื้นฟูสภาพความมีชีวิตชีวาของผิวหน้าได้ เพราะไขมันมีสเต็มเซลล์ไขมันปนอยู่


ข้อเสีย

     ไม่สามารถทำในคนที่ผอมมากๆ ได้

     
ไขมันที่เติมเต็มยังมีการสลายตัวบางส่วน ปริมาณการสลายตัวของไขมันนั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของแต่ละคน และในแต่ละตำแหน่งของร่างกายที่ตอบสนองแตกต่างกัน


การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษา

     1.คนไข้อาจต้องพักฟื้นในช่วง 1- 3 สัปดาห์หลังทำ

     2.งดวิตามิน อาหารเสริม ยาบำรุง และยาต้านเกร็ดเลือดทุกชนิด ไม่ต่ำกว่า 1สัปดาห์

กระบวนการขั้นตอนในการผ่าตัด

    1.ก่อนอื่นต้องเลือกตำแหน่งที่ต้องการดูดไขมัน เช่นหากต้องการนำไปเสริมหน้าอก หรือเติมเต็มบริเวณใบหน้า ในการทำคนไข้จะอยู่ในท่านอนหงาย  มักจะเลือดดูดไขมันบริเวณหน้าท้อง  ต้นขาด้านในหรือด้านนอก คือเลือกบริเวณที่สามารถนำไขมันออกมาได้สะดวกที่สุด

     2.ฉีดยาชาไปยังบริเวณที่จะทำการดูดไขมัน

     3.ใช้เข็มดูดไขมันออกมา การใช้เข็มแทนการใช้เครื่องดูด จะดีในแง่ของการควบคุมความดัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไขมันที่สลายและตายจำนวนมาก

    4.หลังจากได้ไขมันครบตามที่ต้องการแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมไขมัน ด้วยกระบวนการ lipo- aspiration process ด้วยเครื่องปั่นทางการแพทย์ เพื่อแยกเนื้อเยื่อไขมันที่มีชีวิต ด้วยเครื่องปั่นทางการแพทย์ เพื่อแยกชั้นไขมัน เพื่อแยกให้ส่วนที่มีความเข้มข้นน้อยที่สุดอยู่ด้านบน รองลงมาคือเข้มข้นปานกลาง และเข้มข้นมากที่สุดอยู่ด้านล่าง การแยกชั้นทำเพื่อเลือกไขมันที่มีโอกาสมีชีวิตรอดมากที่สุดมาใช้  ตัดปริมาณสารที่ตายแล้วออก ซึ่งสิ่งที่ตายแล้วจะอยู่ด้านบนซึ่งมักจะเป็นพวกน้ำมัน เซลล์ไขมันต่างๆ ที่แตกตัว ซึ่งจะถูกคัดทิ้งไป
 
     5.นำไขมันที่ได้ไปสกัดเซลล์ไขมันเพื่อให้ได้เซลล์ไขมันที่ต้องการ ด้วยวิธีการที่เรียกว่า Cal (Cell-Assisted Lipotransfer) ซึ่งวิธีนี้ก็จะเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้
ไขมันที่จะมีชีวิตอยู่ มีปริมาตรแน่นอน สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่าต้องใส่ไขมันปริมาณเท่าใด

     6.นำไขมันที่ได้มาผสมกับเซลล์แล้วนำไปฉีดในบริเวณที่ต้องการด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Structural Fat Graft เป็นการปลูกถ่ายไขมันเพื่อฟื้นคืนรูปทรงตาม
ธรรมชาติแบบสามมิติของแต่ละส่วนย่อยๆของร่างกาย

    7.เข็มที่ใช้ในการฉีดแพทย์จะใช้ Blunt Cannular ซึ่งมีลักษณะเป็นเข็มปลายทู่ เพื่อลดการกระทบกระเทือนแก่อวัยวะข้างเคียงขณะฉีด  เพราะสิ่งที่ต้องระมัดระวังคือเส้นประสาท เส้นเลือด กล้ามเนื้อ และต่อมน้ำลายข้างแก้ม หากได้รับการกระทบเทือนอาจเกิดปัญหาตามมาได้ ในการฉีดแพทย์จะแทงเข็มเข้าไปยังตำแหน่งที่ต้อง
การลักษณะการแทงเข็มจะขึ้นอยู่กับเทคนิคของแพทย์แต่ละคน ซึ่งการทำให้ได้เรียบเนียนและการทำให้เซลล์ไขมันที่ใส่เข้าไปสูญเสียน้อยที่สุดอาจต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการทำค่อนข้างมากเนื่องจากต้องเข้าใจและรู้จักเซลล์ไขมันเป็นอย่างดีเพราะว่าเซลล์ไขมันค่อนข้างบอบบางและตายได้ง่ายมาก
 
การดูแลตัวเองหลังเข้ารับการรักษา

     หลังเข้ารับการรักษาควรมีการประคบเย็น 48-72 ชั่วโมง เพื่อลดอาการบวมและอาการเขียวช้ำ ช่วงแรกอาจจะยังคลำเจอไขมัน และไม่ค่อยเรียบเนียนนัก คนไข้ยังไม่ต้องกังวล แพทย์จะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำ ซึ่งอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้น โดย 1-3 สัปดาห์หลังทำ เพราะจะมีการบวม มีรอยเขียวช้ำ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรก และจะเริ่มดีขึ้นในอาทิตย์ที่ 3-4 ซึ่งใบหน้าจะดูเข้ารูปมากขึ้น เห็นความอ่อนเยาว์ชัดเจนขึ้น ปัญหาที่อาจพบได้ และข้อพึงระวัง ​ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในการทำ Fat Grafting  ถ้าเทียบกับการศัลยกรรมทั่วไป (Open Surgery) ถือว่าน้อยมาก อาจแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือในแง่ของเทคนิคในการทำ และในแง่ของความสวยงาม ในแง่ของเทคนิคในการทำ  อาจมีความเสี่ยงที่จะกระทบกระเทือนอวัยวะด้านในบริเวณใกล้เคียงได้ ความเสี่ยงที่จะมีเลือดคั่ง มีเลือดออกจากการกระทบกระเทือนเส้นเลือด เส้นประสาท ทำให้เกิดอาการบวมช้ำจนส่งผลให้เกิดการชาที่ใบหน้า หรือหน้าเบี้ยว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงชั่วคราว และพบได้น้อยมาก หรือหากมีผลกระทบกับอวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อ ก็อาจทำให้การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมีการติดขัดเล็กน้อยซึ่งจะหายได้เอง แต่ที่แพทย์ต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษคือการฉีดบริเวณรอบดวงตา และบริเวณจมูก ซึ่งจะมีเส้นเลือดที่มีปลายแขนงที่ไปเลี้ยงในส่วนของจอรับภาพ และระบบสมอง ซึ่งถ้าฉีดเข้าไปอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นและอาจเกิดอัมพาตได้ดังนั้นการใช้ Blunt Canula หรือเข็มปลายทู่ จึงเป็นการป้องกันได้ดีทางหนึ่ง รวมถึงการใช้ไซริงค์ที่เล็ก ฉีดแต่ละครั้งในปริมาณน้อยๆ ก็เป็นการลดโอกาสที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนเหล่านี้ได้เช่นเดียวกัน ส่วนในแง่ของความสวยงามนั้น ปัญหาที่อาจพบได้เช่นเกิดความไม่พอดีของปริมาณไขมันที่ฉีดเช่นฉีดมากไป น้อยไป  หรือเกิดความไม่เรียบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับทักษะและความชำนาญของแพทย์   การแก้ไขในกรณีที่ฉีดไปแล้วเกิดความไม่เรียบเกิดขึ้น  ต้องดูก่อนว่าเป็นระยะไหน ถ้าเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ อาจจะเกิดจากการบวมก็เป็นได้  หรืออาจจะเกิดจากการที่มีเลือดคั่งอยู่  อาจแก้ไขได้ด้วยการนวด  การฉีดยาลดบวม  การฉีดยาลดพังผืดด้านล่าง ก็สามารถทำได้  แต่ถ้าเกิดความไม่เรียบในกรณีที่มีปริมาณไขมันมากเกินไปจริงๆ อาจต้องทำการผ่าตัดแก้ไข เอาไขมันส่วนที่เกินนั้นออกมา หากเป็นในช่วง 1-3 เดือนถือว่ายังเป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหานี้พบน้อยมาก หากทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ ​ในกรณีที่ต้องมีการทำซ้ำ เช่นคนที่ฉีดหน้าอกไปแล้วต้องการเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้น ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อยประมาณ 6 เดือนเพื่อให้แผลหายและไขมันที่ฉีดเข้าไปมีความคงตัวก่อน ส่วนการฉีดเติมเต็มบนใบหน้าคนไข้ส่วนใหญ่จะไม่มีการมาเติมซ้ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัญหา ในรายที่ไม่พอใจต้องการเพิ่มเติมในบางจุดก็สามารถมาฉีดเติมเพิ่มได้เช่นเดียวกัน  ปกติเซลล์ไขมันที่ฉีดเข้าไปจะอยู่ได้ประมาณ 8.5 ปี หลังจากนั้นเซลล์จะค่อยๆ ลดลง สูญสลายไปตามวัย
 

HOME  l  SKIN  l  SURGERY  l  PROMOTION  l  CONTACT 
Visitors: 75,439